ป่าฝนแอมะซอน - ป่าซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างสมดุลภูมิอากาศโลกและช่วยต่อสู้กับภาวะโลกร้อน กำลังได้รับความเสียหายจากการระบาดครั้งใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ด้วยเช่นกัน
การตัดไม้ทำลายป่าใน 4 เดือนแรกของปี 2020 เพิ่มขึ้นถึง 55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากผู้คนพากันฉวยโอกาสใช้วิกฤตครั้งนี้เข้าถางป่าอย่างผิดกฎหมาย
ก่อนหน้านี้การตัดไม้, การลักลอบทำเหมืองแร่, การบุกรุกถางป่าให้เป็นที่ดินเปล่าและไฟป่า ล้วนแต่ทำสถิติสูงสุดในรอบ 11 ปีอยู่แล้ว นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเรากำลังขยับเข้าใกล้ "จุดที่ไม่อาจหวนคืน" อย่างรวดเร็ว และเมื่อถึงจุดนั้น แอมะซอนจะไม่สามารถทำหน้าที่สำคัญของมันได้อย่างที่ควรจะเป็นอีกต่อไป
เรามาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่กดดันให้ผืนป่าแอมะซอนต้องเดินไปสู่ภาวะใกล้ล่มสลาย รวมทั้งค้นหาคำตอบว่า 9 ประเทศที่ครอบครองอาณาเขตแต่ละส่วนของแอมะซอน ได้ลงมือทำอะไรเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติแห่งนี้บ้างหรือไม่


ที่มา Reuters
ป่าแอมะซอนกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
ป่าฝนเขตร้อนขนาดใหญ่ที่สุดและเต็มไปด้วยความหลากหลายมากที่สุดของโลก ถือเป็นบ้านของผู้คนกว่า 33 ล้านชีวิต รวมทั้งเป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์นับหมื่นสายพันธุ์
นับแต่เกิดการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในบราซิล ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐแอมะซอนาสเป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งมีอัตราการติดเชื้อสูงสุดของประเทศ และยังเป็นรัฐที่มีการสนับสนุนงบประมาณด้านสาธารณสุขต่ำที่สุดแห่งหนึ่งอีกด้วย
ทางการบราซิลได้กำหนดให้ใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม และจำกัดการเดินทางเคลื่อนย้ายผู้คน เพื่อสกัดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเหมือนกับในประเทศอื่น ๆ
แต่นั่นหมายความว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ภาคสนามซึ่งดำเนินภารกิจปกป้องป่าสงวนมายาวนานต้องถอนกำลังออกไป โจนาธาน มาโซเวอร์ จากองค์กรอนุรักษ์ Survival International บอกว่า ไม่มีการลาดตระเวนหรือเฝ้าระวังผืนป่ากันอีกแล้ว
เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นและรัฐต่าง ๆ ของบราซิลเริ่มใช้มาตรการปิดเมือง สถิติการตัดไม้ทำลายป่ากลับพุ่งพรวดขึ้นถึง 64% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นนี้ได้จากภาพถ่ายดาวเทียมของสถาบันวิจัยอวกาศแห่งชาติบราซิล (INPE)
เมื่อปีที่แล้ว เหตุไฟป่ารุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้งชนิดที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน ได้เผาทำลายผืนป่าแอมะซอนไปเป็นบริเวณกว้าง ฤดูกาลที่ไฟป่ารุนแรงที่สุดนั้นเริ่มจากเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ทำให้ผู้เชี่ยวชาญบางคนเป็นกังวลว่า ช่วงเวลาดังกล่าวอาจประจวบเหมาะเข้ากับตอนที่วิกฤตไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ขึ้นสู่จุดสูงสุดพอดี
แม้ทางการบราซิลจะได้วางกำลังทหารในภูมิภาคแอมะซอน เพื่อปกป้องป่าฝนแห่งนี้และจัดการกับพวกลักลอบตัดไม้รวมทั้งปัญหาไฟป่า แต่ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อันที่จริงนโยบายและถ้อยแถลงของรัฐบาลนั้น กลับช่วยส่งเสริมขบวนการมอดไม้และพวกลักลอบทำเหมืองแร่ในป่าเสียมากกว่า


แม้ก่อนที่อัตราการตัดไม้ทำลายป่าจะพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ สถิติในเรื่องดังกล่าวของ 9 ประเทศและดินแดนในภูมิภาคแอมะซอนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดอยู่แล้ว
บราซิลและโบลิเวียเป็น 2 ประเทศที่อยู่ในกลุ่มสูญเสียพื้นที่ป่าปฐมภูมิ (primary forest) ไปมากที่สุดห้าอันดับแรกในปี 2018 ทั้งยังประสบเหตุไฟป่ารุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้วด้วย
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเดียวที่เกิดขึ้น
ดร. อันโตนิโอ โดนาโต นอบรี นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศของบราซิลบอกว่า "หากเอาแต่อ้างถึงการตัดไม้ทำลายป่าเพียงอย่างเดียว เวลาที่เราคุยกันเรื่องสาเหตุของการสูญเสียผืนป่าแอมะซอน ผมขอเรียกคำพูดเช่นนี้ว่า โกหกสีเขียวคำโต"
"ขณะนี้ ระดับการทำลายป่าฝนเขตร้อนของแอมะซอนนั้นกินพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 20% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชอบพูดกันทางสื่อมวลชนไปมากแล้ว"
เพื่อให้เข้าใจถึงระดับการทำลายล้างที่แท้จริงอย่างสมบูรณ์ ดร. นอบรีบอกว่าจำเป็นต้องนำเอาปัจจัยอื่น ๆ ที่ร่วมกันทำให้ป่าเสื่อมสภาพเข้ามาพิจารณาด้วย
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไฟป่าหรือการลักลอบล่าสัตว์โดยผิดกฎหมาย ซึ่งสภาพการณ์เหล่านี้ขัดขวางไม่ให้ระบบนิเวศทำหน้าที่ของมันอย่างที่ควรจะเป็น
แม้ป่าจะไม่ได้สูญเสียต้นไม้และพืชพรรณอื่น ๆ ไปทั้งหมด แต่การที่ป่าเสื่อมสภาพจะทำให้มันสูญเสียคุณสมบัติที่มีความสำคัญยิ่งยวดต่อโลกใบนี้
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าหากเราไม่สามารถแก้ไขระดับความรุนแรงของการตัดไม้ทำลายป่าและการเสื่อมสภาพของป่าให้เปลี่ยนแปลงไปจากอัตราที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปด้วย




ที่มา Getty
เหตุตัดไม้ทำลายป่าทุกครั้งใช่ว่าจะเหมือนกัน
วิธีวัดความรุนแรงของการตัดไม้ทำลายป่าที่นิยมใช้กันทั่วไปมากที่สุด คือการหาความกว้างของพื้นที่สูญเสียต้นไม้ปกคลุม (tree cover loss) ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าที่ไม่หลงเหลือพืชพรรณใด ๆ อยู่อีกเลย
องค์กรพิทักษ์ป่าโลกหรือ Global Forest Watch รายงานว่าในปี 2018 เพียงปีเดียว ได้เกิดพื้นที่สูญเสียต้นไม้ปกคลุมในผืนป่าแอมะซอนไปแล้วถึง 40,000 ตร.กม.
ในจำนวนนี้เกือบครึ่งหนึ่งเป็นพื้นที่ของป่าปฐมภูมิราว 17,000 ตร.กม. โดยป่าปฐมภูมินั้นคือผืนป่าที่ยังอยู่ในสภาพดั้งเดิมและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ตัวเลขสถิติข้างต้นหมายความว่า มีการทำลายป่าอุดมสมบูรณ์ที่ยังไม่เคยถูกรบกวน คิดเป็นพื้นที่เท่ากับ สนามฟุตบอล 3 สนาม ในทุก 1 นาที ตลอดช่วงปีดังกล่าว


แม้สถิติการทำลายป่าปฐมภูมิของแอมะซอนใน 1 ปีจะฟังดูเล็กน้อย คิดเป็นเพียง 0.32% ของชีวนิเวศ (biome) ทั้งหมดเท่านั้น ทว่าหัวใจสำคัญของปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเชิงปริมาณหากแต่เป็นคุณภาพ
"พื้นที่ป่าแต่ละเฮกตาร์ที่ถูกตัดทำลาย ก็คือส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ต้องหยุดทำงานไป และมันส่งผลกระทบต่อผืนป่าที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมด" ดร. เอริกา แบเรนเกอร์ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านป่าฝนเขตร้อนของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดกล่าว
ตลอดช่วงเวลาหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ตัวเลขการสูญเสียพื้นที่ป่าปฐมภูมิยังคงพุ่งสูงในบรรดาสมาชิกส่วนใหญ่ของกลุ่มประเทศที่มีอาณาเขตทับซ้อนกับผืนป่าแอมะซอน


ต้นไม้มีบทบาทอย่างไร
ป่าปฐมภูมิเป็นบ้านของต้นไม้อายุเก่าแก่หลายร้อยปีหรือหลายพันปี ต้นไม้เหล่านี้แสดงบทบาทอันทรงพลังในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยทำหน้าที่เป็นคลังกักเก็บคาร์บอนปริมาณมหาศาล
ต้นไม้ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศเพื่อใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง และปลดปล่อยกลับคืนออกมาเพียงเล็กน้อยระหว่างการ "หายใจ" ในแบบของพืช ส่วนที่เหลือจะถูกแปลงเป็นคาร์บอนเพื่อให้ต้นไม้นำไปใช้ผลิตน้ำตาล ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อระบบการเผาผลาญสร้างพลังงาน
ยิ่งต้นไม้มีอายุเก่าแก่และมีขนาดใหญ่โตมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถกักเก็บคาร์บอนเอาไว้ได้มากขึ้นเท่านั้น
ดร. แบเรนเกอร์บอกว่า ไม้ใหญ่ที่ลำต้นมีขนาดของเส้นรอบวงอย่างน้อย 3 เมตรขึ้นไป อาจมีปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บไว้ภายใน 3-4 ตัน แต่ถ้าหากคาร์บอนในต้นไม้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ก็จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น 10-12 ตันเลยทีเดียว โดยตัวเลขนี้เทียบได้กับไอเสียที่รถยนต์สำหรับครอบครัว 1 คัน ปล่อยออกมาในระยะเวลา 4 ปี
คนจำนวนมากเชื่อว่าเราสามารถชดเชยสิ่งที่สูญเสียไปในแอมะซอนได้ เพียงแค่ปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นในที่อื่น ๆ แต่ความจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น ดร. เอริกา แบเรนเกอร์ มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด
ผลกระทบโดยตรงอย่างหนึ่งจากการตัดไม้ทำลายป่า คือการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ป่ากักเก็บเอาไว้ ไฟป่าหรือการย่อยสลายของต้นไม้ที่ล้มลง ล้วนเปลี่ยนคาร์บอนในต้นไม้ให้กลายเป็นก๊าซเรือนกระจก
ด้วยเหตุนี้ เหล่านักวิทยาศาสตร์จึงเกรงว่าแอมะซอนจะหยุดทำหน้าที่เป็นคลังกักเก็บคาร์บอนของโลก แล้วกลับกลายมาเป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาลแทน ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะเร่งให้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น
มีงานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ชี้ว่า 20% ของผืนป่าแอมะซอนเริ่มปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณสูงกว่าอัตราการดูดซับกักเก็บไว้


ที่มา Getty
แอมะซอนถูกทำลายโดยเรามองไม่เห็น
ผู้เชี่ยวชาญอย่างดร. อันโตนิโอ นอบรี เชื่อว่าการตัดไม้ทำลายป่าเพียงอย่างเดียว ไม่อาจแสดงให้เราเห็นภาพของความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ และเราควรจะต้องนำปัญหาการเสื่อมสภาพของผืนป่าที่แอบแฝงอยู่มาพิจารณาร่วมด้วย
ปรากฏการณ์ที่ป่าเสื่อมสภาพเป็นผลมาจากปัจจัยทางภูมิอากาศอย่างเช่นภัยแล้ง มากพอ ๆ กับสาเหตุจากการกระทำของมนุษย์ เช่นการเผาป่าหรือลักลอบตัดไม้ซึ่งทำให้ป่าไม่สามารถทำหน้าที่สำคัญของมันได้ อย่างไรก็ตาม ขณะที่ปรากฏการณ์ป่าเสื่อมสภาพเกิดขึ้น เราอาจยังมองเห็นว่าป่ายังคงเขียวขจีและอยู่ในสภาพดีเมื่อมองลงมาจากที่สูง
เราไม่ควรตัดโค่นต้นไม้ในแถบแอมะซอนอีกแม้แต่ต้นเดียว ดร. อันโตนิโอ นอบรี สถาบันวิจัยอวกาศแห่งชาติบราซิล (INPE)
"แม้จะไม่ได้สูญเสียพืชพรรณต่าง ๆ ไปทั้งหมด แต่ดินจะแห้งและกร่อนตัวพังทลายได้ง่ายขึ้น สิ่งนี้จะเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจุลภาค (microclimate) หรือสภาพภูมิอากาศส่วนย่อยเฉพาะพื้นที่ของป่า ส่งผลให้ไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็วเพราะดินแห้งและร้อนขึ้นได้เร็วกว่าเดิม" ดร. อเล็กซานเดอร์ ลีส์ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาเขตร้อน มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์เมโทรโพลิตันของสหราชอาณาจักรอธิบาย
นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนว่า การเสื่อมสภาพนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ป่าคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่กักเก็บไว้ออกมา โดยผลวิจัยล่าสุดของเครือข่ายข้อมูลข่าวสารด้านสังคม-สิ่งแวดล้อม ตามพิกัดอ้างอิงทางภูมิศาสตร์แห่งภูมิภาคแอมะซอน (RAISG) ชี้ว่า 47% หรือเกือบครึ่งของการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดในพื้นที่แถบนี้ มาจากการเสื่อมสภาพของผืนป่า
สำหรับกลุ่มประเทศในภูมิภาคแอมะซอนทั้ง 9 ประเทศนั้น ปัญหาป่าเสื่อมสภาพเป็นสาเหตุหลักของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใน 7 ประเทศ
ความเสื่อมโทรมของป่ายังทำให้ "ประสิทธิภาพ" ในการทำงานตามกลไกต่าง ๆ ของป่าลดลง เช่นไม่สามารถสร้างฝนให้ตกในพื้นที่ของตนเองได้เหมือนเช่นเคย


ดร. นอบรีบอกว่า หากนำเอาพื้นที่ป่าซึ่งถูกตัดทำลายมารวมเข้ากับพื้นที่ป่าเสื่อมสภาพ ผลที่ได้จะชี้ว่ากว่า 50% ของผืนป่าแอมะซอนไม่สามารถทำหน้าที่ทางสิ่งแวดล้อมให้กับภูมิอากาศของท้องถิ่นได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมยังกว้างใหญ่กว่าพื้นที่ป่าซึ่งถูกตัดทำลายถึง 2 เท่า
รายงานของรัฐบาลโคลอมเบียยืนยันเมื่อไม่นานมานี้ว่า ผืนป่าแอมะซอนที่อยู่ในเขตแดนของประเทศตน ถูกตัดโค่นไปเป็นพื้นที่กว้างถึง 1,880 ตร.กม. และยังเกิดพื้นที่ป่าเสื่อมสภาพอีก 4,146 ตร.กม. ซึ่งมากกว่ากันเกิน 2 เท่า
เหตุใดจึงไม่มีการพูดถึงประเด็นป่าเสื่อมโทรม เมื่อมีการวัดระดับความสูญเสียของพื้นที่ป่าแอมะซอนก่อนหน้านี้
ดร. อเล็กซานเดอร์ ลีส์ อธิบายว่า "มันเป็นปรากฏการณ์ที่ยากจะตรวจวัดได้ แม้จะมองเห็นร่องรอยการเสื่อมสภาพของป่าจากภาพถ่ายดาวเทียม แต่ก็ต้องอาศัยข้อมูลจากภาคพื้นดินมาพิจารณาประกอบด้วย เพื่อให้เข้าใจได้ว่าป่าแห่งนั้นเสื่อมสภาพในระดับไหน มีการเสื่อมสภาพมากขึ้นหรือน้อยลง หรือกำลังฟื้นตัวอยู่"
ในหมู่นานาประเทศของภูมิภาคแอมะซอน บราซิลเป็นเพียงประเทศเดียวที่เผยแพร่ข้อมูลสถิติว่าด้วยการเสื่อมสภาพของป่าเป็นประจำทุกปี แต่อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิทยาศาสตร์จากทั่วภูมิภาคแห่งนี้กำลังพยายามค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อประมวลขึ้นเป็นภาพรวมของสถานการณ์ปัจจุบันจากมุมมองที่กว้างขึ้น


ที่มา Alexander Lees/RAS
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อต้องสูญเสียป่าไป
หากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าและป่าเสื่อมสภาพ ยังคงดำเนินต่อไปในระดับเดียวกับที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แอมะซอนในฐานะระบบนิเวศเขตร้อนอาจหยุดทำงานลง แม้ป่าบางส่วนจะยังคงมีต้นไม้อยู่ก็ตาม
Country | 2002 | 2003 | 2004 | 2005 | 2006 | 2007 | 2008 | 2009 | 2010 | 2011 | 2012 | 2013 | 2014 | 2015 | 2016 | 2017 | 2018 |
bolivia | 0.16 | 0.34 | 0.54 | 0.86 | 1.11 | 1.36 | 1.67 | 1.9 | 2.49 | 2.85 | 3.16 | 3.31 | 3.62 | 3.75 | 4.18 | 4.54 | 4.74 |
brazil | 0.46 | 0.89 | 1.46 | 1.98 | 2.39 | 2.72 | 3.03 | 3.23 | 3.56 | 3.79 | 4.11 | 4.28 | 4.55 | 4.79 | 5.63 | 6.23 | 6.62 |
colombia | 0.12 | 0.16 | 0.3 | 0.41 | 0.49 | 0.68 | 0.83 | 0.94 | 1.05 | 1.19 | 1.3 | 1.42 | 1.57 | 1.66 | 1.83 | 2.13 | 2.5 |
ecuador | 0.06 | 0.09 | 0.14 | 0.2 | 0.25 | 0.32 | 0.4 | 0.47 | 0.56 | 0.67 | 0.8 | 0.92 | 0.98 | 1.08 | 1.22 | 1.44 | 1.59 |
french-guiana | 0.02 | 0.04 | 0.08 | 0.1 | 0.13 | 0.16 | 0.21 | 0.23 | 0.26 | 0.29 | 0.39 | 0.41 | 0.45 | 0.47 | 0.52 | 0.56 | 0.59 |
guyana | 0.02 | 0.04 | 0.06 | 0.08 | 0.1 | 0.12 | 0.15 | 0.18 | 0.22 | 0.25 | 0.31 | 0.33 | 0.38 | 0.43 | 0.52 | 0.6 | 0.64 |
peru | 0.07 | 0.13 | 0.22 | 0.36 | 0.45 | 0.56 | 0.69 | 0.86 | 1.01 | 1.14 | 1.39 | 1.6 | 1.79 | 1.94 | 2.15 | 2.41 | 2.61 |
suriname | 0.02 | 0.03 | 0.05 | 0.07 | 0.08 | 0.1 | 0.13 | 0.17 | 0.2 | 0.24 | 0.34 | 0.39 | 0.47 | 0.53 | 0.61 | 0.72 | 0.84 |
venezuela | 0.02 | 0.07 | 0.09 | 0.12 | 0.15 | 0.2 | 0.24 | 0.28 | 0.34 | 0.38 | 0.42 | 0.46 | 0.51 | 0.55 | 0.73 | 0.8 | 0.86 |
ที่มา : Global Forest Watch |
เราอาจเสี่ยงเข้าใกล้สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า "จุดพลิกผัน" (tipping point) อย่างน่าหวาดเสียว โดยจุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนี้ จะทำให้ลักษณะทางธรรมชาติของแอมะซอนแปรสภาพไปอย่างสิ้นเชิง
การคาดการณ์เช่นนี้จะกลายเป็นจริง หากอัตราการตัดไม้ทำลายป่าแตะถึงระดับ 20%-25% ซึ่งมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า
ในตอนนั้นแอมะซอนอาจต้องเผชิญกับฤดูแล้งที่ยาวนาน อุณหภูมิภายในผืนป่าสูงขึ้นจนต้นไม้เริ่มตายลง และในที่สุดป่าฝนเขตร้อนก็อาจจะกลายสภาพเป็นทุ่งหญ้าที่แห้งแล้ง คล้ายกับทุ่งหญ้าสะวันนา


คำทำนายที่ฟังดูน่ากลัวนี้ ยังไม่ได้รวมเอาปัจจัยเรื่องป่าเสื่อมสภาพเข้ามาพิจารณาด้วย เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ตรวจวัดได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่เรียกว่า Panamazonas หรือชีวนิเวศร่วมของแอมะซอนที่ครอบคลุมข้ามพรมแดนของหลายชาติ
นี่หมายความว่า เหตุการณ์เลวร้ายอาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้กว่าที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญเคยคาดเอาไว้ แต่มันจะเป็นอย่างไรหากแอมะซอนได้ข้ามผ่าน "จุดพลิกผัน" ที่ว่านั้นไปแล้ว
ฝนตกน้อยลง


ที่มา Marizilda Cruppe/RAS
นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่า ความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันที่จะเกิดขึ้นกับป่าฝนเขตร้อนแอมะซอนได้แก่อะไรบ้าง
แต่ศาสตราจารย์ คาร์ลอส นอบรี นักภูมิอากาศวิทยาชาวบราซิลบอกว่า อุณหภูมิในบริเวณที่กลายสภาพเป็นทุ่งหญ้าสะวันนานั้นอาจสูงขึ้น 1.5-3 องศาเซลเซียส หรืออาจจะสูงกว่านั้นหากนำเอาอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อนมาคำนวณร่วมด้วย
ผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป สามารถจะนำหายนะมาสู่ระบบเศรษฐกิจของท้องถิ่นได้ การที่อุณหภูมิสูงขึ้นและฝนตกน้อยลงหมายถึงภาวะขาดแคลนน้ำที่ใช้เลี้ยงสัตว์และปลูกพืชอย่างถั่วเหลือง
โรคภัยชุกชุมยิ่งขึ้น


ที่มา Getty
งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่า การตัดไม้ทำลายป่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับโรคภัยที่แพร่ระบาดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ เช่นไข้มาลาเรียและโรคลิชมาเนีย (Leishmaniasis)
การที่ป่าเสื่อมสภาพยังทำให้บรรดาแมลงต่าง ๆ ต้องมองหาแหล่งอาหารใหม่ และอาจทำให้พวกมันเริ่มออกหากินเข้ามาใกล้กับเขตเมืองและที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มากขึ้น
นอกจากนี้ ดร. เบียทริซ การ์เซีย เด โอลิเวียรา จากเครือข่ายสืบสวนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Red-Clima) ของบราซิลยังบอกว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังนำไปสู่การเกิดโรคที่สัมพันธ์กับอวัยวะอย่างหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งโรคของระบบทางเดินหายใจอีกด้วย
"แม้สภาพการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของแอมะซอนจะไม่เปลี่ยนแปลงจากที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ แต่อุณหภูมิของอากาศภายในภูมิภาคก็จะยังคงสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนอาจเพิ่มขึ้นถึง 8 องศาเซลเซียสภายในปี 2070 หากเรานำปัจจัยเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าและภาวะโลกร้อนมาพิจารณาร่วมกัน"
"การที่ป่าฝนของแอมะซอนจะถูกแทนที่ด้วยระบบนิเวศอีกแบบหนึ่งนั้น อาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นยิ่งกว่าที่ทำนายไว้เสียอีก หรือมันอาจจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้มาก" ดร. การ์เซีย เด โอลิเวียรา กล่าว
เราจะหลีกเลี่ยงจุดพลิกผันได้ไหม
ศ. คาร์ลอส นอบรี บอกว่ายังพอมีหนทางอยู่
"อันดับแรก เราต้องประกาศนโยบายห้ามตัดไม้ทำลายป่าอย่างสิ้นเชิงในแถบ Panamazonas ทันที รวมทั้งดำเนินโครงการปลูกป่าในทางตอนใต้ ทางตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ของแอมะซอน ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการถูกทำลายมากที่สุด"
"หากเราสามารถฟื้นฟูให้ป่ากลับคืนมาได้ราว 60,000 หรือ 70,000 ตร.กม.ในบริเวณอันกว้างใหญ่ที่มีช่วงฤดูแล้งยาวนานขึ้นกว่าเดิมไปแล้วนี้ เราอาจช่วยให้กลไกของป่ากลับมาทำงานได้ดีขึ้น รวมทั้งช่วยให้ป่าสามารถปรับตัวทนทานต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ดีขึ้นด้วย" ศ. นอบรีกล่าว
แต่ดูเหมือนว่าแผนการเหล่านี้จะไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ ในอนาคตอันใกล้


ที่มา Getty
ภัยคุกคามต่อแอมะซอนใน 9 ประเทศ มีอะไรบ้าง
การตัดไม้ทำลายป่าและสาเหตุของมัน คือแหล่งที่มาสำคัญแห่งความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลของ 9 ชาติในภูมิภาคแอมะซอน กับบรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งบริษัทต่าง ๆ และชนเผ่าพื้นเมือง แต่หากกล่าวโดยสรุปแล้ว ความต้องการผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้ปะทะเข้ากับอุดมการณ์อนุรักษ์ผืนป่าแอมะซอนและการปกป้อง ชนพื้นเมืองดั้งเดิม เข้าอย่างจัง
ความขัดแย้งระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของภูมิภาคแอมะซอนทั้งหมด รวมไปถึงผู้คนภายนอกที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาบริเวณนี้และคนที่อยู่ห่างไกลออกไปทั่วโลก


ดร. อันโตนิโอ นอบรี กล่าวว่า "หากไม่มีผืนป่าแอมะซอน พื้นที่แอ่งของลุ่มแม่น้ำริโอเดลาปลาตา หรือที่เรียกว่าแอ่งลุ่มแม่น้ำ "ริเวอร์เพลต" (River Plate Basin) รวมทั้งพื้นที่ตอนกลางและตอนใต้ของบราซิลจะกลายเป็นทะเลทราย"
"ผู้คนไม่รู้กันเลยว่า มันหมายความว่าอย่างไรหากต้องสูญเสียพื้นที่ทางอุทกวิทยาที่แสนวิเศษนี้ไป"
อะไรคือสาเหตุที่ผลักดันให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าในแต่ละประเทศของภูมิภาคแอมะซอน มีการสูญเสียป่าปฐมภูมิไปเท่าใดแล้ว และรัฐบาลของแต่ละชาติกำลังทำอะไรอยู่


ที่มา reuters
มูลนิธิเพื่อนธรรมชาติ (FAN Bolivia) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่เฝ้าจับตาประเด็นด้านการอนุรักษ์ระบุว่า ไฟป่าที่เริ่มปะทุในโบลิเวียเมื่อเดือน พ.ค. ของปีที่แล้ว ได้ทำลายผืนป่าแอมะซอนไปเกือบ 2 ล้านเฮกตาร์
ครึ่งหนึ่งของป่าที่มอดไหม้อยู่ในเขตอนุรักษ์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพอยู่สูง
บรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยังระบุว่า รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีเอโบ โมราเลส ส่งเสริมการตัดไม้ทำลายป่า โดยมีนโยบายขายที่ดินให้กับนักธุรกิจและนำไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกร


year | 2002 | 2003 | 2004 | 2005 | 2006 | 2007 | 2008 | 2009 | 2010 | 2011 | 2012 | 2013 | 2014 | 2015 | 2016 | 2017 | 2018 | |
hectares | 46130 | 52313 | 56086 | 93893 | 69906 | 73075 | 90479 | 65473 | 169272 | 103733 | 88466 | 45314 | 88129 | 38848 | 122277 | 102906 | 57883 | |
ที่มา : Global Forest Watch |
นโยบายถางป่าเพื่อขยายพื้นที่การเกษตรนั้น มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองและการเลี้ยงวัว โดยหวังจะเพิ่มการส่งออกไปยังตลาดของประเทศจีน โดยในเดือนส.ค. ปี 2019 อดีตประธานาธิบดีโมราเลสได้จัดงานฉลองการส่งออกเนื้อวัวไปจีนครั้งแรกจากเมืองซานตาครูซ
พื้นที่ในแถบเดียวกันยังมีการปลูกถั่วเหลืองอย่างหนาแน่น โดยมีผลผลิตคิดเป็นปริมาณเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศในปี 2018 พื้นที่ดังกล่าวยังได้รับผลกระทบจากไฟป่ามากที่สุดในปีที่แล้วด้วย
เพื่อยุติเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องไฟป่า อดีตประธานาธิบดีโมราเลสได้สั่งระงับการขายที่ดินในแถบซานตาครูซ โดยอ้างถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า "หยุดพักด้วยเหตุผลทางนิเวศวิทยา"
บีบีซีได้สอบถามไปยังกระทรวงสิ่งแวดล้อมของโบลิเวียเรื่องแผนลดการตัดไม้ทำลายป่า แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ
บราซิลได้รับคำชมจากนานาชาติเป็นอย่างมาก หลังสถิติการตัดไม้ทำลายป่าลดลงอย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2004-2014 ซึ่งคิดเป็นอัตราการลดลงสะสมถึง 80% ในช่วงเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษ
แต่อย่างไรก็ตาม การสูญเสียพื้นที่ป่าของบราซิลได้กลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง


year | 2002 | 2003 | 2004 | 2005 | 2006 | 2007 | 2008 | 2009 | 2010 | 2011 | 2012 | 2013 | 2014 | 2015 | 2016 | 2017 | 2018 | |
hectares | 1497092 | 1396414 | 1854977 | 1716304 | 1337658 | 1063041 | 1004269 | 657409 | 1080839 | 739458 | 1035878 | 579279 | 874127 | 777059 | 2717808 | 1963295 | 1280391 | |
ที่มา : Global Forest Watch |
ในเดือนพ.ย. ปี 2019 รัฐบาลบราซิลได้เผยแพร่ข้อมูลที่ตรงกับการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญก่อนหน้านั้นว่า ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2018 ไปจนถึงกลางปี 2019 การตัดไม้ในเขตผืนป่าแอมะซอนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านั้น
มีการตัดถางป่าจนเตียนโล่งเป็นพื้นที่ถึง 9,800 ตร.กม. ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่ป่าถูกตัดโค่นที่กว้างใหญ่ที่สุดนับแต่ปี 2008 เป็นต้นมา
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมพื้นที่ป่าที่ถูกเผาทำลายในเดือน ส.ค.ของปีที่แล้ว อันเป็นเหตุไฟป่าแอมะซอนที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
รัฐบาลของประธานาธิบดี ชาอีร์ โบลโซนาโร บอกว่าไฟป่าดังกล่าวเกิดจากสภาพอากาศในฤดูแล้ง แต่ผลการตรวจสอบและศึกษาของสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมแอมะซอน (IPAM) และมหาวิทยาลัย UFAC ของบราซิลพบว่าไม่ใช่เช่นนั้น
รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า หายนะจากไฟป่าครั้งล่าสุดเป็นผลมาจากการตัดไม้ทำลายป่าโดยตรง
"หลังจากตัดโค่นต้นไม้แล้ว พวกเขาจะปล่อยมันทิ้งไว้เป็นเวลา 2-3 เดือนให้แห้งตัว ก่อนจุดไฟเผาเพื่อปรับหน้าดินทั้งหมดให้เตียนโล่ง ที่ดินแห่งใหม่จะถูกนำไปใช้ปลูกหญ้าและทำเป็นทุ่งเลี้ยงวัว" ดร. เอริกา แบเรนเกอร์ กล่าว


ที่มา Alexander Lees/RAS
องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่าการตัดไม้ทำลายป่าถึง 80% ในบราซิล มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับการทำฟาร์มเลี้ยงวัว บราซิลนั้นเป็นผู้ส่งออกเนื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งทำรายได้เข้าประเทศคิดเป็น 7% ของจีดีพี และ 4.6% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
ปัจจุบันการเลี้ยงวัวถึง 40% ของบราซิล กระจายอยู่ในรัฐต่าง ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าแอมะซอน
แต่พื้นที่ป่าในลักษณะนี้ราว 60 ล้านเฮกตาร์ กลับถูกมองว่าเป็นที่ดินสาธารณะ ซึ่งไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแต่อย่างใดทั้งสิ้น
กล่าวคือรัฐบาลไม่ได้กำหนดให้พื้นที่ป่าเหล่านี้เป็นเขตอนุรักษ์หรือเขตแดนของชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิม ดร. มาร์เซโล สตาบิลี นักวิจัยของ IPAM บอกว่า ผู้คนจำนวนมากพากันมาถางป่า ตัดโค่นต้นไม้ และเอาฝูงวัวมาเลี้ยงในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นวิธีการราคาถูกที่สุดเพื่อเข้าครอบครองที่ดินในป่า
ที่ดินที่เตียนโล่งปราศจากต้นไม้นั้น มีมูลค่าสูงกว่าในตลาดซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
ที่ดินในบราซิลซึ่งได้จากการหักร้างถางพงส่วนใหญ่ ถูกใช้ประโยชน์เพื่อการเลี้ยงวัวเป็นหลัก แต่จุดมุ่งหมายของการทำฟาร์มอาจไม่ได้อยู่ที่รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เนื้อ แต่อยู่ที่การขายที่ดิน ดร. มาร์เซโล สตาบิลี, สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมแอมะซอน (IPAM)
ขั้นตอนต่อไปของการเข้าครอบครองที่ดินในป่า ก็คือพยายามให้ได้เอกสารสิทธิ์มาโดยผ่านช่องทางที่ผิดกฎหมาย จากนั้นจะขายที่ดินเพื่อทำกำไรให้กับเกษตรกรรายใหญ่ ซึ่งเมื่อที่ดินถูกโอนไปอยู่ในมือของผู้ซื้อแล้ว ก็ยากที่จะบอกได้ว่าพื้นที่ทำฟาร์มแปลงไหนได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่
สภาพการณ์น่าหดหู่เช่นนี้เกิดขึ้นกับโคลอมเบีย เปรู และเอกวาดอร์ด้วยเช่นกัน
อันที่จริงแล้ว ดร. สตาบิลีและนักวิจัยคนอื่น ๆ ได้เคยชี้เอาไว้ว่า บราซิลสามารถจะเพิ่มพื้นที่เลี้ยงวัวให้มากขึ้นได้ 2-3 เท่า โดยไม่ต้องตัดโค่นผืนป่าแอมะซอนอีกแม้แต่นิดเดียว
"การซื้อขายและเก็งกำไรราคาที่ดิน จูงใจให้ผู้คนทำลายป่ามากขึ้น หากรัฐบาลกำหนดให้พื้นที่ป่าเป็นพื้นที่ควบคุมแทนที่จะเป็นพื้นที่สาธารณะ ก็จะทำให้มูลค่าการซื้อขายที่ดินในป่าลดลง"
เหล่านักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยังชี้ว่า ถ้อยแถลงและนโยบายจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโบลโซนาโรนั้น ล้วนแต่ส่งเสริมการตัดไม้เพื่อสร้างพื้นที่การเกษตรใหม่ และยังสนับสนุนการเบียดเบียนทำร้ายชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมอีกด้วย


แม้รัฐบาลบราซิลจะปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ประธานาธิบดีโบลโซนาโรบอกว่าต้องการจะยุติ "อุตสาหกรรมภาษีสิ่งแวดล้อม" และบอกว่าทั้งประเทศมีพื้นที่อนุรักษ์มากเกินไป นอกจากนี้ รัฐบาลบราซิลยังมีโครงการจะทำเหมืองบนพื้นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมอีกด้วย
ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกันยายนปี 2019 สถิติการทำร้ายและบุกรุกที่ดินของชนเผ่าพื้นเมืองมีเพิ่มขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สาธารณชนต่างกล่าวโทษบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการถางป่า ตัดไม้ และทำเหมือง
อย่างไรก็ตาม เมื่อวิกฤตการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เข้าขั้นร้ายแรงในเดือนพฤษภาคม ทางการตัดสินใจวางกำลังทหารราว 4,000 นายในพื้นที่ป่าแอมะซอน เพื่อต่อต้านการลักลอบตัดไม้และกิจกรรมอื่น ๆ ไปจนถึงเดือนมิถุนายน โดยปฏิบัติการนี้สามารถยืดระยะเวลาออกไปได้จนถึงช่วงฤดูแล้งเพื่อช่วยป้องกันไฟป่าด้วย
นายริคาร์โด ซาลเลส รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของบราซิลระบุว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ทำให้สถานการณ์ในปีนี้เลวร้ายลงไปอีก
แต่ด้านประธานาธิบดีโบลโซนาโรกลับพูดคัดค้านมาตรการลงโทษพวกตัดไม้และทำเหมืองแร่ในป่า เช่นการทำลายเครื่องไม้เครื่องมือที่ถูกยึดทิ้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายมันออกมาจากป่าได้ บรรดานักวิจารณ์มองว่านี่คือการที่รัฐบาลส่งสัญญาณว่าสนับสนุนขบวนการผิดกฎหมายเหล่านี้
เมื่อปี 2017 ขนาดของการตัดไม้ทำลายป่าในโคลอมเบียอยู่ในระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคแอมะซอน ทั้งยังเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ของชาติอีกด้วย พื้นที่ป่ากว่า 140,000 เฮกตาร์ถูกตัดโค่น ซึ่งถือว่ามากกว่าสถิติของปีก่อนหน้าทั้งปีถึง 2 เท่า
อัตราการตัดไม้ทำลายป่าที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้ เป็นผลจากการที่รัฐบาลบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มกบฏฟาร์ก (FARC) ในปี 2016 ทำให้พื้นที่ป่าเกิดภาวะ "สุญญากาศทางอำนาจ"


year | 2002 | 2003 | 2004 | 2005 | 2006 | 2007 | 2008 | 2009 | 2010 | 2011 | 2012 | 2013 | 2014 | 2015 | 2016 | 2017 | 2018 | |
hectares | 47801 | 20116 | 57147 | 42836 | 36571 | 75630 | 65279 | 43907 | 45723 | 56573 | 48209 | 47922 | 63713 | 36613 | 71671 | 122771 | 153835 | |
ที่มา : Global Forest Watch |
บรรดาผู้นำชุมชนท้องถิ่นบอกว่า กลุ่มกบฏมีบทบาทเป็น "ตำรวจสิ่งแวดล้อม" ประเภทหนึ่ง โดยทำหน้าที่ควบคุมว่าเมื่อใดเกษตรกรจะสามารถถางป่า เผาไร่ หรือทำฟาร์มเลี้ยงวัวได้
"ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่รัฐบาลจะไม่เฉียดเข้าใกล้พื้นที่ป่าแอมะซอนเลย เพราะว่ามีกลุ่มกบฏฟาร์กอยู่ กองกำลังแบบนี้ต้องป้องกันตนเองโดยใช้แนวไม้เป็นที่กำบัง ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถบังคับใช้กฎที่เข้มงวดในการรักษาผืนป่า" นายโรดริโก โบเตโร ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการอนุรักษ์และการพัฒนาที่ยั่งยืน (FCDS) กล่าวอธิบาย
ทว่าทุกวันนี้โคลอมเบียกำลังเผชิญกับปัญหาใหม่ หลังจากกลุ่มคนที่นำโดยเกษตรกรรายใหญ่, เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น, แก๊งค้ายาเสพติด, และกองกำลังต่อต้านรัฐบาลกลุ่มอื่น ๆ เช่น ELN ต่างเริ่มแข่งกันหักร้างถางพงเป็นการใหญ่
สิ่งที่คนเหล่านี้ทำ ล้วนเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการที่ดินในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยที่รัฐบาลไม่สามารถหยุดยั้งพวกเขาได้


ที่มา Alamy
รัฐบาลโคลอมเบียได้จัดตั้ง "สภาแห่งชาติเพื่อการต่อสู้กับการตัดไม้ทำลายป่า" เพื่อแก้ไขปัญหานี้
กระทรวงสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนบอกว่า หน่วยงานดังกล่าวจะออกค้นหาพื้นที่ป่าแหว่ง รวมทั้งสืบสวนหาสาเหตุและแนะนำมาตรการที่ควรลงมือทำในแต่ละกรณี
นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายหลายฉบับเมื่อปี 2018 เพื่ออนุรักษ์แหล่งน้ำ ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และกำหนดให้ประเด็นทางสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญเป็นอันดับต้นในนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งทำให้ขณะนี้รัฐบาลสามารถเข้าไปดำเนินปฏิบัติการปกป้องผืนป่าจากกิจกรรมผิดกฎหมาย ภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแอมะซอนได้แล้ว
มาตรการอื่น ๆ ยังรวมถึงปฏิบัติการทางทหารเพื่อยับยั้งขบวนการถางป่าให้เป็นที่ดินเปล่า รวมทั้งออกโครงการเพิ่มแรงจูงใจทางการเงินเพื่อหวังผลทางการอนุรักษ์อีกด้วย
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า อัตราการตัดไม้ทำลายป่าของโคลอมเบียในปี 2018 ลดลงเพียง 4% เท่านั้น และในปีเดียวกันโคลอมเบียยังสูญเสียพื้นที่ป่าปฐมภูมิไปแล้วถึง 11.7% ในจำนวนดังกล่าว 14% เป็นพื้นที่ป่าปฐมภูมิที่หดหายไปในช่วง 8 ปีที่ผ่านมานี้
ในทางตอนเหนือของประเทศเอกวาดอร์ การผลิตน้ำมันปาล์มถือเป็นภัยคุกคามหลักต่อผืนป่าแอมะซอน
น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารและสิ่งของอุปโภคบริโภคทั่วโลก เช่น ช็อกโกแลต เครื่องสำอาง เชื้อเพลิง และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเอกวาดอร์เป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคลาตินอเมริกา และอันดับ 6 ของโลก
องค์กรพิทักษ์ป่าโลก GFW และโครงการอนุรักษ์แอมะซอน MAAP ระบุว่า การขยายพื้นที่ทำสวนปาล์มน้ำมันและปลูกต้นโกโก้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นสาเหตุหลักของการตัดไม้ทำลายป่า


year | 2002 | 2003 | 2004 | 2005 | 2006 | 2007 | 2008 | 2009 | 2010 | 2011 | 2012 | 2013 | 2014 | 2015 | 2016 | 2017 | 2018 | |
hectares | 4723 | 3022 | 3967 | 4657 | 4680 | 5322 | 7054 | 6001 | 7198 | 9363 | 10599 | 10770 | 5034 | 7616 | 11944 | 18775 | 12345 | |
ที่มา : Global Forest Watch |
กรณีของเอกวาดอร์นั้นน่าห่วงใยเป็นพิเศษ เพราะแม้จะมีพื้นที่ของประเทศอยู่ในชีวนิเวศแอมะซอนเพียงแค่ 2% แต่ก็เป็นเขตที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุดส่วนหนึ่งของผืนป่า โดยในพื้นที่เพียง 1 เฮกตาร์ของอุทยานแห่งชาติยาซูนิ ก็มีต้นไม้อยู่มากถึง 670 ชนิดพันธุ์แล้ว ซึ่งมากกว่าความหลากหลายของพืชพรรณที่มีอยู่ทั้งหมดในอเมริกาเหนือเสียอีก
นอกจากนี้ ผลการศึกษาที่จัดทำโดยสถาบันความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติของเอกวาดอร์ยังชี้ว่า ต้นไม้ราว 40%-60% ในผืนป่าแอมะซอนส่วนของตนนั้น ยังเป็นต้นไม้ที่นักพฤกษศาสตร์ไม่รู้จักและยังไม่ได้ทำการศึกษา


ที่มา Getty
การทำเหมืองแร่เป็นที่แพร่หลายขึ้น
ข่าวโครงการทำเหมืองแร่และขุดเจาะสำรวจหาแหล่งน้ำมันในผืนป่าแอมะซอน กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งที่สร้างความฮือฮาในประเทศเอกวาดอร์เมื่อไม่นานมานี้
โครงการหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากก็คือ "มิราดอร์" (Mirador) เหมืองเปิดขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งจะขุดหาทองคำ เงิน และทองแดง ในพื้นที่ 2 จังหวัดของภูมิภาคแอมะซอน แต่นั่นไม่ใช่โครงการเดียว
รัฐบาลเอกวาดอร์บอกว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่ในภูมิภาคดังกล่าวจะดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบโดยบริษัทสัญชาติจีน ส่วนรายได้ที่เกิดขึ้นจะเปิดทางให้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของท้องถิ่นด้วย
อย่างไรก็ตาม บรรดานักอนุรักษ์มองว่าการทำเหมืองแร่จะนำปัญหาร้ายแรงมาสู่ภูมิภาคแอมะซอนเสียมากกว่า
ดร.คาร์เมน โฮซเซ ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ของมูลนิธินิเวศวิทยาศาสตร์ (EcoCiencia) บอกว่าเรื่องนี้ไม่ต่างไปจากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งไม่อาจจะรู้ได้แน่นอนว่าผู้ประกอบการเอกชนจะสร้างเขื่อนเหมืองแร่ขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ และจะเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร
มันเป็นพื้นที่ทุรกันดารที่ยังมีความหลากหลายทางชีวภาพอยู่มาก เราไม่ต้องการให้เกิดโศกนาฏกรรมเขื่อนเหมืองแร่แตก อย่างที่เมืองบรูมาดีโญในบราซิล ดร. คาร์เมน โฮซเซ มูลนิธินิเวศวิทยาศาสตร์ (EcoCiencia)
บีบีซีได้สอบถามไปยังรัฐบาลเอกวาดอร์ เรื่องแผนป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่ไปเร่งการตัดไม้ทำลายป่าให้เพิ่มมากขึ้น แต่ไม่ได้รับคำตอบ
ทหารของเฟรนช์เกียนามีหน้าที่ออกลาดตระเวนในป่า เพื่อติดตามค้นหาผู้ทำเหมืองแร่โดยผิดกฎหมาย
องค์กร GFW ระบุเมื่อปี 2016 ว่าพื้นที่ถึง 75% ของดินแดนในปกครองฝรั่งเศสแห่งนี้ยังคงเป็นป่าดั้งเดิมที่สมบูรณ์ และแทบจะไม่เคยโดนน้ำมือของมนุษย์แตะต้อง
เฟรนช์เกียนามีสัดส่วนร้อยละของพื้นที่ป่าในเขตอนุรักษ์ถึง 50% ซึ่งจัดว่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดาประเทศสมาชิกของภูมิภาคแอมะซอนทั้งหลาย นอกจากนี้ เฟรนช์เกียนายังมีอัตราการตัดไม้ทำลายป่าในระดับต่ำสุดอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของชนพื้นเมืองและนักอนุรักษ์ต่างเป็นกังวลกันว่า มีขบวนการบุกรุกป่าของผู้ทำธุรกิจเหมืองแร่ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย กำลังรุกคืบเข้าไปในพื้นที่อนุรักษ์มากขึ้นเรื่อย ๆ


year | 2002 | 2003 | 2004 | 2005 | 2006 | 2007 | 2008 | 2009 | 2010 | 2011 | 2012 | 2013 | 2014 | 2015 | 2016 | 2017 | 2018 | |
hectares | 1628 | 1267 | 3268 | 2024 | 1944 | 2420 | 3713 | 2088 | 2417 | 2141 | 7405 | 1948 | 2788 | 1946 | 3921 | 2739 | 2613 | |
ที่มา : Global Forest Watch |
เมื่อช่วงต้นปี 2019 ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ได้สั่งระงับโครงการเหมืองทองคำขนาดใหญ่ในเขตอุทยานแห่งชาติเกียนันแอมะซอน หลังจากที่เขาเป็นผู้อนุมัติโครงการเองในตอนแรก เมื่อเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศได้ไม่นาน เห็นได้ชัดว่าคำสั่งที่ออกมาล่าสุดนั้นเป็นผลจากการประท้วงคัดค้านของกลุ่มอนุรักษ์ระดับชาติและนานาชาติ
ถึงกระนั้นก็ตาม การลักลอบทำเหมืองแร่ก็ยังเป็นภัยคุกคามหลักต่ออุทยานแห่งชาติของเฟรนช์เกียนา กองกำลังรักษาความมั่นคงตรวจพบกรณีการลักลอบทำเหมืองแร่ในพื้นที่เพิ่มขึ้นนับแต่ปี 2017
ประมาณการว่ามีผู้กระทำผิดถึง 8,000 -10,000 ราย ซึ่งจัดว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรไม่ถึง 300,000 คน สาเหตุนั้นเนื่องมาจากราคาทองที่เพิ่มขึ้นหลังวิกฤตการเงินปี 2008 เป็นต้นมา ทำให้ผู้คน "ตื่นทอง" และพากันหลั่งไหลเข้ามาหาทองคำในป่าแห่งนี้


ที่มา Getty
"ส่วนใหญ่พวกเขาจะเป็นเด็กหนุ่มยากจนจากบราซิลที่พยายามจะหาเงินด้วยวิธีง่าย ๆ พวกเขาจะอาศัยอยู่ในป่านานหลายเดือน" ร้อยเอกเวียนเนย์ ผู้นำปฏิบัติการต่อต้านการทำเหมืองทองคำซึ่งประจำการในกองทหารต่างชาติแห่งฝรั่งเศสกล่าว
บีบีซีได้สอบถามไปยังกระทรวงดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส เรื่องแผนของรัฐบาลที่จะปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า แต่ไม่ได้รับคำตอบ
95% ของพื้นที่ประเทศกายอานาถูกปกคลุมด้วยป่าแอมะซอน
กายอานามีแนวทางบริหารจัดการป่าไม้อยู่ 2 แนวทาง ซึ่งดูเหมือนว่าจะไปด้วยกันไม่ได้ ในทางหนึ่งมีการมองหาวิธีใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากป่าไม้ แต่ในอีกทางหนึ่งก็พยายามสร้างภาพความเป็นรัฐสีเขียวที่คอยปกป้องผืนป่าแอมะซอนไปด้วย
ตัวเลขสถิติของรัฐบาลชี้ว่า ประเทศแห่งนี้มีอัตราการตัดไม้ทำลายป่าต่อปีที่ 0.051% ซึ่งต่ำสุดในภูมิภาค


year | 2002 | 2003 | 2004 | 2005 | 2006 | 2007 | 2008 | 2009 | 2010 | 2011 | 2012 | 2013 | 2014 | 2015 | 2016 | 2017 | 2018 | |
hectares | 2802 | 4199 | 2612 | 3554 | 3722 | 3318 | 6350 | 4896 | 6619 | 5804 | 8927 | 4503 | 7764 | 8439 | 16653 | 13362 | 7549 | |
ที่มา : Global Forest Watch |
ความสำเร็จส่วนหนึ่งของกายอานามาจากกลยุทธ์อย่างเช่นการตั้งคณะกรรมการบริหารป่าไม้ ซึ่งมีอำนาจตัดสินใจว่าต้นไม้ต้นใดควรจะถูกตัดโค่นได้หรือไม่
ถึงกระนั้นก็ตาม การตัดไม้อย่างถูกกฎหมายที่ควบคุมโดยรัฐบาล ก็ยังถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าอยู่ดี บรรดานักอนุรักษ์ชี้ว่าการออกใบอนุญาตให้บริษัทอุตสาหกรรมป่าไม้ข้ามชาติขนาดใหญ่ ทำให้เกิดช่องทางเข้าถึงพื้นที่ป่าดั้งเดิมที่ยังไม่เคยถูกรุกล้ำ โดยพวกลักลอบทำเหมืองแร่ก็พากันฉวยใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้
คณะกรรมการป่าไม้ของกายอานาชี้แจงว่า ไม่ได้เปิดพื้นที่ป่าแห่งใหม่ให้กับผู้รับสัมปทานตัดไม้มาตั้งแต่ปี 2015 แล้ว
นอกจากนี้ ในบางพื้นที่ยังมีการเรียกคืนใบอนุญาตจากบางบริษัทที่ดำเนินงานไม่ถูกต้องด้วยซ้ำ และรัฐบาลได้นำพื้นที่ดังกล่าวกลับมาเป็นเขตอนุรักษ์แล้ว
ส่วนปัญหาการลักลอบทำเหมืองทองคำในป่านั้น นับเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียพื้นที่ป่าถึง 85% ของที่ถูกตัดโค่นไปทั้งหมด เนื่องจากทองคำเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ


ที่มา Alamy
รัฐบาลกายอานาแถลงว่า ประเทศของตนใช้ "กลยุทธ์พัฒนารัฐสีเขียว" ซึ่งรวมถึงแผนการลงทุนเพิ่มในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และพลังงานที่นำกลับมาใช้ได้ใหม่ ออกมาตรการจำกัดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้มงวดยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งเสริมโครงการอนุรักษ์ป่าให้มีเพิ่มมากขึ้น
แผนการทั้งหมดนี้จะใช้งบประมาณที่ได้จากข้อตกลงระหว่างประเทศและรายได้จากการขุดเจาะแหล่งน้ำมันดิบในทะเล
เกษตรกรรมขนาดย่อมเคยเป็นสาเหตุหลักของการตัดไม้ทำลายป่าในเปรู แต่ในปัจจุบัน การทำสวนปาล์มน้ำมัน รวมทั้งการปลูกต้นโกโก้และต้นโคคากันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เริ่มกลายมาเป็นปัจจัยอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ผืนป่าถูกทำลาย
ผลวิจัยในปี 2018 พบว่า 11% ของพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่าทั้งหมดระหว่างปี 2007-2013 เป็นบริเวณที่ใช้ปลูกต้นปาล์มน้ำมัน แม้ว่าผลผลิตของพืชชนิดนี้จะคิดเป็นเพียง 4% ของบรรดาพืชเศรษฐกิจในภูมิภาคแอมะซอนเท่านั้น
ซานดรา ริยอส นักภูมิสารสนเทศจากสถาบันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม (Instituto de Bien Comun - IBC) ของเปรูบอกว่า หลังจากที่ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบางรายถูกทางการสั่งปรับด้วยโทษฐานตัดไม้ทำลายป่า ธุรกิจเหล่านี้ก็หันไปกว้านซื้อที่ดินจากเกษตรกรรายย่อย ซึ่งได้ที่ดินเปล่ามาจากการตัดไม้และแผ้วถางป่าอย่างผิดกฎหมาย
ภาครัฐเชื่องช้ามากในการวางระบบเฝ้าระวัง ควบคุม และลงโทษผู้ตัดไม้ทำลายป่า ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตาม ซานดรา ริยอส, สถาบันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม (IBC)
บีบีซีได้สอบถามไปยังรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของเปรู ในเรื่องแผนป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า แต่ไม่ได้รับคำตอบ
การทำเหมืองทองยังส่งผลให้ผืนป่าแอมะซอนของประเทศเสี่ยงต่อการถูกทำลายยิ่งขึ้น เปรูนั้นเป็นผู้ส่งออกทองคำรายใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกา และเป็นรายใหญ่ที่สุดอันดับ 6 ของโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า 25% ของทองคำที่ผลิตได้ในแต่ละปีมาจากการทำเหมืองอย่างผิดกฎหมาย
นับแต่ปี 2006 เป็นต้นมา เกิดกระแสตื่นทองครั้งใหม่ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติตัมโบปาตาของเปรู ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคแอมะซอน โดยกระแสตื่นทองครั้งนี้เกิดจากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้น รวมทั้งการก่อสร้างทางหลวงข้ามทวีปซึ่งเชื่อมต่อฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของบราซิลเข้ากับฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของเปรู


year | 2002 | 2003 | 2004 | 2005 | 2006 | 2007 | 2008 | 2009 | 2010 | 2011 | 2012 | 2013 | 2014 | 2015 | 2016 | 2017 | 2018 | |
hectares | 45814 | 43622 | 61903 | 97220 | 58529 | 77830 | 88568 | 120049 | 100856 | 88782 | 176931 | 142699 | 132921 | 104726 | 142541 | 180299 | 140042 | |
ที่มา : Global Forest Watch |
ทางหลวงข้ามทวีปดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้นเท่านั้น มันยังเปิดทางให้เข้าถึงพื้นที่ป่าทึบที่ไม่เคยมีใครเข้าถึงได้มาก่อนอีกด้วย ส่งผลให้กลุ่มคนทำเหมืองในพื้นที่แถบเมืองลาปัมปามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงราว 5,000 คนแล้ว
พวกคนทำเหมืองตัดโค่นต้นไม้และกำจัดพืชพรรณต่าง ๆ ออกจากผืนดินของป่าแอมะซอนเพื่อค้นหาทองคำ มีการใช้ปรอทแยกเอาโลหะมีค่าออกจากสินแร่ชนิดอื่น ๆ ทำให้แหล่งน้ำปนเปื้อนและสัตว์ป่าเป็นอันตรายจากพิษของสารปรอทไปด้วย
ศูนย์เพื่อนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ของแอมะซอน (CINCIA) บอกว่าในปี 2017 สถิติการตัดไม้ทำลายป่าของเปรูพุ่งขึ้นถึงระดับสูงสุดนับแต่ปี 1985 เป็นต้นมา โดยมีสาเหตุจากการทำเหมือง
เมื่อเดือนมีนาคมของปีที่แล้ว รัฐบาลเปรูได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นเวลา 60 วัน เพื่อดำเนินปฏิบัติการทางทหารปราบปรามขบวนการลักลอบทำเหมืองในเขตลาปัมปา
ด้วยเหตุที่เขตแดนของประเทศซูรินามอยู่ในผืนป่าแอมะซอนถึง 94% ทำให้มีประวัติดีเด่นที่สุดสำหรับความพยายามอนุรักษ์ระบบชีวนิเวศแห่งนี้
อย่างไรก็ตาม นับแต่ปี 2012 เป็นต้นมา ซูรินามเริ่มสูญเสียพื้นที่ป่าไปมากขึ้นเพราะการทำเหมืองทองคำเป็นสาเหตุหลัก


ที่มา Alamy
มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการป่าไม้และควบคุมการผลิต ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐบาลซูรินามระบุว่า ระหว่างปี 2000-2014 พื้นที่การทำเหมืองขยายตัวขึ้นอย่างมากถึง 893% โดยส่วนใหญ่เป็นการทำเหมืองแร่ขนาดเล็กแบบดั้งเดิม
นอกจากนี้ สาเหตุของการตัดไม้ทำลายป่าถึง 73% ในประเทศก็มาจากการทำเหมือง
ซูรินามมีสัดส่วนการผลิตทองคำเทียบกับขนาดพื้นที่ประเทศสูงเป็นอันดับ 10 ของโลก โดยยังไม่ได้รวมเอาสถิติการทำเหมืองทองแบบผิดกฎหมายเข้าไว้ด้วย


year | 2002 | 2003 | 2004 | 2005 | 2006 | 2007 | 2008 | 2009 | 2010 | 2011 | 2012 | 2013 | 2014 | 2015 | 2016 | 2017 | 2018 | |
hectares | 1916 | 2218 | 2703 | 1763 | 1860 | 2091 | 4367 | 4217 | 4794 | 4103 | 13377 | 6624 | 9638 | 8060 | 10425 | 13706 | 15363 | |
ที่มา : Global Forest Watch |
เหตุลักลอบทำเหมืองทองคำมักเกิดขึ้นในป่าลึกห่างไกลจากเจ้าหน้าที่ทางการ คาดกันว่าพวกลักลอบทำเหมืองราว 60% อาจเป็นชาวบราซิลที่ข้ามพรมแดนมาอย่างผิดกฎหมาย
ส่วนในบางเขตที่มีพื้นที่ขนาดกว้างใหญ่กว่า ซึ่งมักเป็นของชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมหรือผู้สืบเชื้อสายของทาสในอดีต การทำเหมืองแร่ได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัวในท้องถิ่นไปเสียแล้ว
ไม่มีตัวเลขสถิติการตัดไม้ทำลายป่าที่เป็นทางการของเวเนซุเอลาในขณะนี้ แต่จากการเฝ้าสังเกตการณ์ของบรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศ พบว่ามีการสูญเสียพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรัฐบาลกำหนดให้พื้นที่รูปโค้งลุ่มแม่น้ำโอริโนโกเป็นแหล่งอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่เรียกว่า Orinoco Mining Arc หรือ "โค้งเหมืองแร่โอริโนโก"
นับแต่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกตกต่ำ และปริมาณการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาก็ลดลงมาตั้งแต่ปี 2014 รัฐบาลของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ได้หันไปให้ความสนใจกับรัฐที่อุดมไปด้วยแหล่งแร่ธาตุต่าง ๆ อย่างเช่นภูมิภาคแอมะซอน
เวเนซุเอลานั้นมีแหล่งแร่ทองคำในธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก ซึ่งคิดเป็นปริมาณถึง 7,000 ตัน
นับแต่มีการก่อตั้งเขตอุตสาหกรรมเหมืองแร่โอริโนโกในปี 2016 มีการมอบประทานบัตรให้เอกชนหลายรายเข้าทำเหมืองทองคำ เพชร และแร่คอลแทน (coltan เป็นแร่ผสมโคลัมไบต์-แทนทาไลต์ ที่ใช้ในการผลิตโทรศัพท์มือถือ) เขตทำเหมืองแร่ดังกล่าวกินพื้นที่ถึง 112,000 ตร.กม. หรือราว 12% ของทั้งประเทศ
พื้นที่ทำเหมืองแร่ขนาดมหึมายังครอบคลุมสถานที่สำคัญทางธรรมชาติ เขตป่าสงวน อุทยานแห่งชาติแอมะซอน และพื้นที่กำหนดให้เป็นเขตอยู่อาศัยของชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมถึง 4 แห่ง
นายการ์โลซ ปาลาเอซ์ นักนิเวศวิทยาขององค์กรเอกชนโปรวิตา (Provita) บอกว่า "เขตลุ่มน้ำโอริโนโกนั้นเป็นพื้นที่ทำเหมืองแร่มาแต่เดิมอยู่แล้ว แม้แต่ชนเผ่าพื้นเมืองก็ยังนิยมทำเหมืองแร่กันแพร่หลาย"
"แต่กฎหมายในปัจจุบันกลับไปยอมรับการทำเหมืองแร่บางประเภทที่เคยมีอยู่แล้ว ซึ่งมันไม่ช่วยลดกิจกรรมลักษณะนี้ลงได้เลย ทั้งจะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อสิ่งแวดล้อมและประชากรในท้องถิ่นด้วย"
อันที่จริงแล้ว แผนการของประธานาธิบดีมาดูโรคือการมอบสัมปทานทำเหมืองแร่แก่บริษัทต่างชาติ ซึ่งจะต้องจัดตั้งกิจการร่วมค้ากับรัฐวิสาหกิจขึ้นมาเพื่อให้ดำเนินการในพื้นที่ได้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติขณะนี้ กลับมีกิจการทำเหมืองแร่รายย่อยผุดขึ้นมากมายแทนที่เหมือนดอกเห็ด
ในปี 2018 เพียงปีเดียว ธนาคารกลางของเวเนซุเอลาระบุว่า รัฐบาลได้ซื้อทองคำไปแล้วถึง 9.2 ล้านตันจากตลาดภายในประเทศ ซึ่งเท่ากับปริมาณที่ซื้อทั้งหมดระหว่างปี 2011-2017


year | 2002 | 2003 | 2004 | 2005 | 2006 | 2007 | 2008 | 2009 | 2010 | 2011 | 2012 | 2013 | 2014 | 2015 | 2016 | 2017 | 2018 | |
hectares | 7400 | 16309 | 9882 | 8515 | 10332 | 18307 | 12820 | 17304 | 20090 | 12136 | 17090 | 12684 | 17193 | 13024 | 64016 | 25215 | 22547 | |
ที่มา : Global Forest Watch |
การก่อตั้งเขตอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ได้ส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อภูมิภาค
นายปาลาเอซ์บอกว่า น่าเสียดายที่ทองคำซึ่งได้จากการขุดเหมืองในเขตดังกล่าวมีคุณภาพต่ำและไม่บริสุทธิ์พอ ทั้งยังหาได้ในปริมาณน้อยกว่าที่คาดหวังกันไว้ด้วย
ผู้คนกำลังทำลายป่าและขุดหาทองไปทุกแห่งที่ขุดได้ ทิ้งไว้เพียงทรายที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ใช้เพาะปลูกต้นอะไรก็ไม่ขึ้น การตัดไม้ทำลายป่าทำให้พื้นที่นี้ไม่อาจฟื้นคืนสภาพเดิมได้แล้ว การ์โลซ ปาลาเอซ์, องค์กรเอกชนโปรวิตา
การทำเหมืองทองยังก่อให้เกิดตะกอนหลายล้านตันสะสมตัวอยู่ในแม่น้ำสายหลัก ทั้งมีสารปรอทที่เป็นพิษปนเปื้อนลงไปด้วย
แต่เวเนซุเอลาก็ยังคงมีสถิติของกรณีลักลอบทำเหมืองสูงที่สุดในภูมิภาคแอมะซอน โดยข้อมูลขององค์กร RAISG ระบุว่า มีเหมืองแร่ที่ดำเนินกิจการโดยผิดกฎหมายถึง 1,899 แห่ง กระจุกตัวกันอยู่ในพื้นที่โค้งเหมืองแร่โอริโนโก


ท่ามกลางภาวะวิกฤตทางการเมืองของเวเนซุเอลา สภาแห่งชาติได้พยายามถอดถอนกฎหมายจัดตั้งเขตอุตสาหกรรมเหมืองแร่โอริโนโก โดยประณามว่าเป็นอาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อมและ "การฆาตกรรมระบบนิเวศ"
บีบีซีได้สอบถามไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้อง 3 แห่งของเวเนซุเอลา ในเรื่องแผนลดการตัดไม้ทำลายป่าในโอริโนโก แต่ไม่มีกระทรวงใดให้คำตอบกลับมา
"แบบดั้งเดิม" - Google News
May 31, 2020 at 06:01PM
https://ift.tt/2XJZvy6
ผืนป่าแอมะซอนตกอยู่ในอันตราย ทั้งตัดไม้ ไฟป่า และโควิด-19 - บีบีซีไทย
"แบบดั้งเดิม" - Google News
https://ift.tt/36f79nS
Bagikan Berita Ini
0 Response to "ผืนป่าแอมะซอนตกอยู่ในอันตราย ทั้งตัดไม้ ไฟป่า และโควิด-19 - บีบีซีไทย"
Post a Comment